ศตวรรษที่ 21 นี้ เรียกว่าโลกเราเชื่อมโยงกันทั่วทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ไกลกันแค่ไหน ซึ่งสิ่งที่มีบทบาทสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงคนทั่วโลกก็คือ “อินเตอร์เน็ต” และยิ่งช่วงโควิด-19 ที่หลายคนต้องกักตัวและจำเป็นต้อง Work From Home ทำให้ “เน็ตบ้าน” เลยยิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
การเลือกสรรอินเทอร์เน็ตในท้องตลาดปัจจุบัน มีแพ็กเกจ “เน็ตบ้าน” หลากหลายตัวเลือก ตั้งแต่ความแรงแบบเบาะ ๆ 100/100 Mbps บ้าง เร็วขึ้นมาหน่อย 300/300 Mbps บ้าง หรือเร็วโหดเหมือนโกรธเธอ 1000/500 Mbps ไปเลยก็มี ซึ่งราคาบริการที่ต้องจ่ายต่อเดือนก็แรงตามไปด้วย
ซึ่งแต่ละค่ายผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็มักจะเชียร์ให้เราซื้อแพ็กเกจเน็ตแรง ๆ บอกว่า ‘คุ้ม’ แถมมีของสมนาคุณอะไรอีกมายมาย เช่น กล่องทีวี เป็นต้น เราก็ไม่รู้หรอกว่า 300/300 Mbps นี่คือแรงแค่ไหน เขาว่าดีเราก็คล้อยตามซื้ออันโปรแรงสุดไป ตอนใช้ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอเห็นบิลเรียกชำระเงินก็เหมือนจะหน้ามืดเบา ๆ
เพราะบางครั้งแพ็กเกจเน็ตบ้านที่เราซื้อ มันก็เกินความจำเป็นที่คนในบ้านของเราใช้ต่อเดือน ซึ่งทำให้เรามีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นมา
วันนี้พี่ทุยเลยจะมาสรุปให้ทุกคนฟังเกี่ยวกับความเร็วอินเตอร์เน็ต มีเรื่องอะไรที่เราควรรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อเน็ตที่พอดีกับการใช้งาน ช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้ ไปฟังกัน
ถ้าเราดูรายละเอียดแพ็กเกจเน็ตแต่ละอัน สิ่งที่จะระบุอยู่เสมอก็คือตัวเลข A/B Mbps เช่น 200/200 Mbps หรือ 1 Gbps / 500 Mbps
ซึ่งตัวเลขพวกนี้ก็คือ Bandwidth หรือ ปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลในเวลา 1 วินาที ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเร็วอินเทอร์เน็ต หน่วยคือ bps (bit per second) โดยปัจจุบันความเร็วเน็ตส่วนใหญ่จะอยู่ที่ Mbps หรือ bps × 106
โดยที่
A = ความเร็วในการ upload
B = ความเร็วในการ download
ทว่าถึงแม้ในแพ็กเกจจะระบุว่า 200/200 Mbps แต่ความเร็วที่เราได้รับจริงก็มักจะต่ำกว่าที่ระบุเล็กน้อย ดังนั้น เทคโนโลยีสายนำสัญญาณอินเทอร์เน็ต “Fiber Optic” จึงเป็นที่นิยม เพราะช่วยป้องกันการรบกวนสัญญาน และนำส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบอื่น
แต่ Fiber Optic เป็นเทคโนโลยีใหม่ไม่ได้มีในทุกพื้นที่ บางคอนโดหรือบางหมู่บ้านก็อาจจะไม่มี ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อแพ็กเกจเน็ตบ้านกับค่ายไหนจึงควรสอบถามก่อนว่ามีบริการ Fiber Optic ในพื้นที่ของเราหรือไม่
มาถึงจุดนี้เราจะรู้แล้วว่า A/B Mbps คืออะไร แต่ความเร็วอันไหนที่เรียกว่าเร็ว อันไหนที่เร็วเหมาะสมกับการใช้งานของเรา พี่ทุยเลยไล่เรียงสิ่งที่จะบอกว่าเราควรซื้อความเร็วเน็ตแค่ไหน
การเลือกความเร็วอินเทอร์เน็ต เราจะต้องสำรวจพฤติกรรมการใช้เน็ตของเราก่อน เพราะจะเป็นตัวกำหนดปริมาณเน็ตที่ต้องใช้
คนในครอบครัวอาจมีคนเพียงคนหรือสองคน แต่สามารถมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ 10 ถึง 15 เครื่อง (แล็ปท็อป โทรศัพท์มือถือ เกมคอนโซล สมาร์ททีวี ฯลฯ) หากเราใช้อุปกรณ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ ก็ต้องแน่ใจว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตของเรามี Bandwidth ที่ครอบคลุมทั้งหมด
จำลองสถานการณ์ว่า พี่ทุยอาจจะสตรีม Netflix ดูซีรีส์ภาพคมชัด 4K พร้อม ๆ กับน้องนกเอี้ยงที่กำลังไถ Twitter อยู่ บ้านของพี่ทุยก็จะต้องการอย่างน้อย 50 Mbps เพื่อการเล่นที่ไม่สะดุด และอีก 10 Mbps เพื่อเล่น Twitter ทำให้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ต 60 Mbps อาจใกล้เคียงกับการใช้อินเตอร์เน็ตที่เหมาะสมกับพี่ทุย
เมื่อลองคำนวณจำนวนคนในบ้านและกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ตที่จะใช้พร้อมกันแล้ว เราก็จะได้ความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ต้องการของบ้านเรา ยกตัวอย่างบ้านพี่ทุยอยู่กัน 2 คนกับน้องนกเอี้ยง ใช้เน็ตแค่ 50 Mbps ก็เลือกซื้อแพ็กเกจเน็ต 100/100 Mbps ก็เรียกว่าเร็วแรงแบบเหลือ ๆ แล้ว
แต่ปัญหาที่หลายคนอาจจะเจอกันบ่อย คือแพ็กเกจที่ผู้บริการโฆษณามักจะเป็น 300/300 Mbps หรือ 500/500 Mbps ซึ่งเกินปริมาณการใช้ที่ต้องการและราคาก็แรงตามไปด้วย พี่ทุยแอบกระซิบเบา ๆ เรื่องนี้แก้ไขได้ด้วยการเดินเข้าไปที่ศูนย์บริการและเจรจาพาทีกับพนักงานสักหน่อย ก็จะได้โปรเด็ด ๆ ความเร็วกำลังดี ราคาน่ารักที่ซ่อนอยู่
ข้อมูลจาก : moneybuffalo